ปืนอาก้าราคา 700 หาซื้อได้ง่ายขนาดนั้น? ถูกกว่าพาครอบครัวไปกินข้าวในร้านอาหารเพียงมื้อเดียว

Loading...

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหนุ่มใหญ่ซื้อปืนอาก้า 2 กระบอกมา ในราคาถูกกว่าพาครอบครัวไปกินข้าวในร้านอาหารเพียงมื้อเดียว หากการข้ามไปซื้ออาวุธในประเทศเพื่อนบ้าน และลักลอบนำอาวุธเข้ามาในประเทศเ ป็นเรื่องง่ายแบบนี้ น่าหวั่นใจไม่น้อยว่า อาจมีการนำอาวุธสงครามราคาถูกเหล่านี้ มาก่อเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญในอนาคตอันใกล้

การจับกุมหนุ่มใหญ่วัย 51 ปีในข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม ที่อำเภอแหลมงอบจังหวัดตราด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงคดีปกติหรือคดีเล็กๆทั่วไป แต่ที่น่าตกใจคือปืน เอเค-47หรือปืนอาก้าที่ผู้ต้องหาอ้างว่าสะสมไว้ป้องกันตัวนั้น ซื้อมาในราคาเพียงกระบอกละ 700 บาท โดยข้ามไปซื้อจากกัมพูชา ถูกยึดไปหนึ่งกระบอกและถูกลงโทษในคดีเดียวกันนนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และเพิ่งมาถูกจับอีกครั้ง

ต้องถือว่าเดชะบุญจริงๆที่ตำรวจจับได้เสียก่อน เพราะผู้ต้องหานำไปใช้งานจริงอาจเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นไม่น้อย

คดีลักลอบค้าอาวุธหรือคดีครอบครองอาวุธสงครามมักไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะมากเท่ากับคดียาเสพติด ทั้งๆที่ผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนสงครามส่วนใหญ่ หากไม่ใช่อาชญากรก็เป็นผู้มีอิทธิพล ครั้งล่าสุดที่ดูจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนคือเมื่อครั้งที่มีการตรวจพบอาวุธสงครามจำนานมากที่จังหวัดสุรินทร์และศรีะสะเกษในช่วงก่อนการเป็นเจ้าภาพงานประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในช่วงการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่างเคยแสดงความเอาจริงเอาจังกับการปัญหาการลักลอบนำเข้าอาวุธสงครามมาแล้ว หวังว่าหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะมีมาตรการในการจัดการและป้องปรามปัญหาดังกล่าวอย่างเฉียบขาดและต่อเนื่อง

เพราะหากใครสามารถข้ามชายแดนไปซื้อปืนอาก้าในราคาเพียงกระบอกและ 700 บาท แล้วนำกลับเข้ามาในประเทศได้ง่ายๆแบบนี้ ถือเป็นเรื่องน่าห่วงกังวลไม่น้อย นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นที่คนเขาชอบพูดกันว่า ขบวนการลักลอบค้าอาวุธสงครามในบ้านเรา ส่วนใหญ่มี”คนมีสี”เกี่ยวข้อง รัฐบาลยิ่งต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้มากขึ้น อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์”วัวหายล้อมคอก”

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 ที่สภ. แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด พล.ต.ต.ประสาน บุญเหมือน ผู้บังคับการตำรวจภูธร ต.ตราด พร้อมด้วยรองผู้บังคับการ 3 นาย เดินทางมายัง สภ.แหลมงอบ เพื่อร่วมสอบสวนนายวิโรจน์ปานดี อายุ 51 ปีที่ถูกจับพร้อมอาวุธปืนอาก้าและลูกกระสุนจำนวน 16 นัด มี พ.ต.อ. สมชาย มีสวัสดิ์ ผกก.สภ.แหลมงอบ และเจ้าหน้าตำรวจ สภ แหลมงอบให้การต้อนรับ

สำหรับการจับกุมนายวิโรจน์ ปานดี เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2562 สืบเนื่องมาจากการที่ พ.ต.อ.สมชาย มีสวัสดิ์ ผกก.สภ.แหลมงอบ ได้รับแจ้งว่านายวิโรจน์ มีพฤติกรรมเป็นผู้ค้ายาเสพติด และมีอาวุธปีสงครามไว้ในครอบครอง จึงได้ทำการขอหมายค้น และมอบหมายให้ พ.ต.ต.ไพโรจน์ แฝงจันดา รอง สว.สส.สภแหลมงอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำหมายศาลจังหวัดตราดที่ 30/2562 ลง 14 ส.ค. 62 เข้าทำการตรวจค้นบ้านนาย รุ่งโรจน์ ปานดี เลขที่ 81/3 ม. 1 ต. คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

ผลการตรวจค้น ปรากฏว่าพบอาวุธปืนเล็กยาว เอเค-47 (อาก้า) จำนวน 1 กระบอก, ซอง บรรจุกระสุน จำนวน 1 ซอง, กระสุนปืนเอเค 47 จำนวน 16 นัด พบอยู่ในบ่อน้ำข้างบ้านหลังดังกล่าวข้างต้น สอบถามนายรุ่งโรจน์ ปานดี รับว่าของกลางดังกล่าวข้างต้นเป็นของตนเองจริง

พ.ต.อ.สมชาย กล่าวว่า เมื่อเย็นวานนี้ (14 ส.ค.62) เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการตรวจค้นบ้านนายวิโรจน์ ปานดี ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าแสดงตัว ภรรยาของนายวิโรจน์ ได้เข้าไปแจ้ง นายวิโรจน์ในบ้านที่กำลังนอนอยู่ว่า ด้วยความกลัวและตกใจนายวิโรจน์ได้คว้าปืนอาก้ากระบอกดังกล่าวโยนลงบ่อน้ำ ที่อยู่ด้านข้าง

และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบเค้นถามจึงสารภาพว่านำปืนโยนลงบ่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงไปงมปืนอาก้าขึ้นมา และนำตัวนายวิโรจน์ พร้อมของกลางนำมาสอบสวน และมอบให้ร้อยเวรประจำวันเมื่อคืนที่ผ่านมา

พล.ต.ต.ประสาน บุญเหมือน ได้สอบถามนาวิโรจน์ถึงที่มาของปืนชนิดนี้ และสอบถามถึงความเป็นอยู่และ การประกอบอาชีพ นายวิโรจน์ได้เล่าให้ ผบก.ภจว.ฟังว่า ตนมีอาชีพรับจ้าง ที่ต้องมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเนื่องจาก มีความชอบส่วนตัวจึงต้องการสะสมและยัง มีปัญหากับเพื่อนบ้านที่มีที่ดินติดต่อกัน ในเรื่องของเขตแดน จึงไปหาซื้อปืนอาก้ามาจากฝั่งกัมพูชา โดยซื้อมา 2 กระบอก ๆ ละ 700 บาท

ก่อนหน้านี้เคยถูกจับไปแล้ว 1 กระบอก และถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว และเมื่อออกมาก็ถูกจับคดีลักลอบ ตัดไม้พะยูง ซึ่งถูกศาลพิพากษาแล้ว แต่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ขอลดหย่อนโทษ นายวิโรจน์ยังกล่าวกับผู้บังคับการตำรวจอีกว่า ตอนนี้อายุ 51 ปีแล้วไม่อยากมีคดีอะไรอีก เพราะที่ผ่านมา ช่วงที่ถูกตัดสินจำคุก ทำให้ลูกที่อยู่ในวัยเรียนช่วงนั้นไม่ได้เรียนหนังสือ

ขณะที่รองผู้บังคับการตำรวจที่ร่วมสอบสวนนายวิโรจน์ ได้บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ ควรให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างปัญหาเรื่องที่ดินก็ไม่ควรจะใช้วิธีตัดสินด้วยตนเองเพราะมันเป็นการผิดกฎหมาย ควรให้เป็น เรื่องของตำรวจเข้าไปดำเนินการ


ที่มา : https://www.77kaoded.com/content/743373

Loading...