เหล้า บุหรี่ แลกอาวุธ ธุรกิจสงครามชายแดน

Loading...

การลักลอบขนอาวุธสงครามทะลักเข้ามายังประเทศไทยเกิดขึ้นทุกวันและโผล่ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร หลายฝ่ายชี้ตรงกันว่า อาวุธสงครามกระจายในพื้นที่หลายจังหวัดมีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา…

ซุกซ่อนในรูปแบบต่างๆผ่านด่านชายแดน หลบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ…ทหาร

นับจากปี 2534 มีการลงนามข้อตกลงสันติภาพกัมพูชา ถือว่าสิ้นสุดสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน ทำให้การลักลอบอาวุธสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาขยายตัวอย่างรวดเร็ว มักพบปืนอาก้า เอ็ม 16 ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. และ 11 มม.ในช่วงหลัง 10 ปีมานี้…มีเครื่องยิงเอ็ม 79 เครื่องระเบิดอาร์พีจีเพิ่มขึ้น…

ดังที่ปรากฏพบอาวุธสงครามอยู่ในสภาพใหม่ สามารถใช้งานได้ ลอตใหญ่ถูกนำมาซุกซ่อนทิ้งไว้ในลำคลอง พื้นที่ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ถนนหมายเลข 24 อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา-อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ระยะห่างที่พบนั้นเพียง 4 กม. และอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 42 กม.

อดีตนักเล่นปืนมากประสบการณ์ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ให้ข้อมูลกับ “ทีมข่าวสกู๊ปหน้า 1” ว่า อาวุธสงครามทะลักเข้ามามากมายในพื้นที่ตามชายแดนไทย–กัมพูชา ไล่ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เริ่มมาจากช่วงความไม่สงบในประเทศกัมพูชา หรือ สงครามเขมร 3 ฝ่าย

ตอนนั้นทหาร พลเรือน ฝ่ายเขมรแดงบางส่วนถูกผลักดันเข้ามาอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนประเทศไทย ระหว่างนั้นบางคนมีอาวุธติดตัวมาด้วย ต้องทิ้งอาวุธตามป่า หรือแอบเอาฝังดินไว้ และมีบางส่วนนำอาวุธ มาแลกอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่มกับคนไทยที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตามชายแดน เพื่อประทังชีวิต

ซึ่งชาวบ้านคนไทย มักพบเห็นอาวุธสงคราม มีทั้งกับดักระเบิดระเบิดแบบขว้าง และปืนสั้น ปืนอาก้า หัวอาร์พีจี ถูกทิ้งไว้ตามป่า มีบ่อยครั้งชาวบ้านถากถางจับจองพื้นที่ตามตะเข็บชายแดนเพื่อทำการเกษตรเหยียบกับดักระเบิดที่ฝังดินไว้บาดเจ็บ และเสียชีวิตก็มีไม่ใช่น้อย “ยุคนั้นคนในพื้นที่ไม่ซื้อขายกัน ใช้เพียงเหล้าขาว 1 ขวด แลกกับปืนสั้น เพราะไม่มีใครอยากได้ ไล่แจกกันฟรีๆยังไม่มีใครเอา…”

กระทั่งรัฐบาลมีนโยบายนิรโทษกรรมให้กับผู้มีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต หากเอาไปมอบให้แก่ทางราชการ จะไม่มีความผิด หรือต้องรับโทษทางอาญา ผู้ที่มีอาวุธสงครามครอบครองทั้งหลายต่างรีบนำอาวุธส่งมอบให้กับทางราชการ จนอาวุธตามแนวชายแดน ลดน้อยลง…หายากมากขึ้น

เริ่มมีการซื้อขายอาวุธกัน แต่ยังอยู่ในราคาถูก เพราะส่วนใหญ่เป็นปืนสภาพ “มือสอง”…

ในปี 2530-2540 ช่วงนี้มีการซื้อขายปืนยอดนิยมมากสุด คือ ปืนแบบพกสั้น อาทิ ปืนสั้นของดาวแดงและดาวดำขนาด 9 มม. ขายราคา 800-1,000 บาท และขนาด 11 มม. ราคา 1,500-2,500 บาท และซื้อยกลัง 10 กระบอก ราคาไม่เกิน 10,000 บาท หากนำออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดน จะขายได้ราคาไม่ต่ำว่า 25,000 บาทต่อลัง

“ตอนนั้นอาวุธปืนสั้นซื้อขายกันเกลื่อน แม้แต่นักเรียนมัธยม ในพื้นที่ยังหาซื้อเองได้ บางคนพกปืนไปโรงเรียนอวดศักดากับเพื่อนด้วยซ้ำ…”

ถ้าเป็นอาวุธสงคราม อานุภาพร้ายแรง อาทิ เอ็ม 16 อาก้า ระเบิด หรือพวก “หัวปลี หรืออาร์พีจี” คนพื้นที่ไม่ค่อยนิยมซื้อขายกัน ส่วนใหญ่ส่งออกนอกพื้นที่รับซื้อกันในราคาไม่เกิน 2,500-3,500 บาท หากนำไปขายต่อราคาจะขยับเพิ่มขึ้น 1 เท่า…ระเบิดแบบขว้างก็ลูกละ 100-300 บาท ส่วนอาร์พีจีราคาไม่ถึงหมื่นบาท

ให้รู้ไว้ว่า…บุคคลนำเข้าอาวุธปืนจากประเทศเพื่อนบ้าน และซื้อขายกัน…ก็คงหนีไม่พ้น “คนมีสี” บางคนที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสนิทสนมสายสัมพันธ์กับคนพื้นที่ในฝั่งประเทศกัมพูชา

“เหล้าขวด บุหรี่ 3 ซอง ไก่ 1 ตัว ปลากระป๋อง 10 กระป๋องเชื่อไหมสามารถแลกปืนได้ เพราะยุคนั้นชายแดนกัมพูชามีความเป็นอยู่ลำบาก…อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยหลัก เป็นของมีค่ามีความต้องการมากกว่าอาวุธ…”

สำหรับการลำเลียงอาวุธปืนเข้าตามแนวชายแดน จะใช้ช่องทางผ่านด่านถาวร เพราะเส้นทางของป่าชายแดนไทย-กัมพูชา มีระเบิดฝังไว้อยู่จำนวนมาก และมีการขนกันแบบเป็นคันรถซื้อขายกันเกลื่อนเต็มไปหมด

ทว่า…การติดต่อซื้อขายอาวุธนั้น ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จากบุคคลผ่านบุคคล และต้องเดินทางเข้าถึงตัวผู้ขายโดยตรง มีการนัดพบกันหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะมีการพูดคุยถึงเรื่องการซื้อขายอาวุธกันขึ้น เพราะสมัยนั้นการสื่อสารไม่มีความสะดวกเท่ากับปัจจุบันนี้ ที่มีโทรศัพท์ติดต่อกันอย่างสบาย

จากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ สินค้าจะถูกนำมาส่งถึงบ้าน ที่ “คนมีสี” บางคนก็น่าจะรู้เห็นเป็นใจ ยอมหลับตาข้างเดียว ทำเป็นไม่รู้…ไม่ชี้…ปล่อยๆ ผ่านกันไป

ยอมรับว่าข้าราชการน้ำดีมีเยอะ แต่น้ำเสียกลุ่มเล็กๆก็มีอยู่เช่นกัน…

ผลที่ตามมา…ทำให้กระบวนการขนย้ายอาวุธจากชายแดนไทย-กัมพูชาออกนอกพื้นที่ หรือส่งไปยังกรุงเทพฯ เท่าที่รู้ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว สามารถลักลอบลำเลียงใส่รถทัวร์ประจำทางแบบสบาย เพราะสมัยนั้นไม่มีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากมายเหมือนทุกวันนี้ และก็ไม่ตรวจอย่างเข้มงวดมาก

มาถึงยุค “ปัจจุบัน” การซื้อขายอาวุธปืนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรียกได้ว่าก็ยังเกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่สามารถเจาะจงพื้นที่ หรือตัวบุคคลได้ เพราะ “กลุ่มรุ่นเก่า” ยุติบทบาทลงเกือบหมด และมี “กลุ่มรุ่นใหม่” จากนอกพื้นที่เข้ามาแทน แม้แต่รูปแบบซื้อขายก็เปลี่ยนไปจากอดีตมาก

แบบที่ไม่ใช่คนมีเงิน…ก็ซื้อขายขนอาวุธสงครามได้เหมือนสมัยก่อน แต่ต้องมีบารมีมากพอ ที่จะปูทางให้การขนถ่ายและกระจายสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นด้วย

อีกทั้งอาวุธปืนสั้นที่ซื้อขายกันนั้นก็มีความทันสมัยขึ้นมากแถมมีหลากหลายยี่ห้อดังของต่างประเทศ ซึ่งมีสภาพใหม่แกะกล่องแต่เป็นอาวุธปืนก๊อบปี้ 80 เปอร์เซ็นต์ สนนราคาขายกันอยู่ที่กระบอกละ 35,000-40,000 บาท

ปืนอาก้าราคา 700 หาซื้อได้ง่ายขนาดนั้น? ถูกกว่าพาครอบครัวไปกินข้าวในร้านอาหารเพียงมื้อเดียว

ส่วนอาวุธสงคราม บางชิ้นลักลอบผลิตขึ้นใหม่ในกัมพูชา ไม่ได้มาตรฐานเท่ากับอาวุธสมัยสงครามเขมร 3 ฝ่าย ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ…ซื้อขายกันราคากระบอกละ 25,000-35,000 บาท

ยกตัวอย่างข่าวที่มีการค้นพบอาวุธปืนสงคราม กระสุนอาร์พีจี 62 ลูก ระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 70 ลูก กระสุนปืนอาก้า 2,100 นัด สภาพใหม่พร้อมใช้งาน ในพื้นที่ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ส่วนตัวมองว่า…นายหน้ารับออเดอร์ จัดหาอาวุธสงครามมาจากผู้ซื้อแล้ว เมื่อได้สินค้าอาวุธกลับไม่ตรงตามออเดอร์ ทำให้สินค้าไม่ผ่าน และเกิดการไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การขนย้ายเลยชะงักเดินทางต่อไปไม่ได้ จำเป็นต้องทิ้งลงน้ำ

“ไม่ใช่ลักษณะการนำอาวุธมาแอบหลบซ่อนเพราะการแอบซ่อนต้องสามารถเก็บกู้ง่าย และจะไม่นำมาทิ้งลงน้ำแน่นอน ส่งผลอาจทำให้สินค้าเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดมีตำหนิ ราคาอาจตกตามสภาพ”

เห็นของแล้ววิเคราะห์ต่อไป…การขนอาวุธสงครามมากมายขนาดนี้ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องการเมือง น่าจะเป็นเรื่องธุรกิจซื้อขายอาวุธสงคราม แต่คนซื้อจะเอาไปทำอะไร…เรื่องนี้ไม่สามารถตอบได้

ประเด็นสำคัญมีว่า…อาวุธสงครามลอตใหญ่ขนาดนี้ ผ่านเข้ามาในประเทศคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ทั้งในแง่ของความมั่นคง และความปลอดภัยประเทศ

และอีกคำถามสำคัญที่เป็นข้อสังเกต…ขนกันมาได้เยอะแบบนี้… คงทำกันมาแล้วหลายครั้ง การข่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหายไปไหน… มีข้อผิดพลาดอะไร หรือเข้าเกียร์ว่าง…ปล่อยผ่านไปแบบเดียวกับในอดีตยุคสมัยเหล้าบุหรี่แลกอาวุธ.

Loading...