เปิดเส้นทางอาวุธสงครามในไทย มาจากไหน ? ใครคือพ่อค้าตัวจริง ?

Loading...

แบบไหนจึงเรียก “อาวุธสงคราม”

หากจะพูดถึงอาวุธสงครามแล้วคงต้องขีดเส้นใต้ให้ชัดเจนว่าอาวุธประเภทใดที่จัดเป็นอาวุธสงครามบ้าง เนื่องด้วยอาวุธต่างๆที่เหล่ามือปืนนิยมนั้นไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นอาวุธสงครามทั้งหมด เพราะ ‘อาวุธสงคราม’ หมายถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้เพื่อ ‘การรบ’ เป็นหลัก เป็นเครื่องมือสังหารที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูง เช่น ปืนอาก้า ปืนกล ปืนคาร์บิน ปืน M16 M79 (เครื่องยิงระเบิด) ซึ่งอาวุธเหล่านี้จะถูกจัดซื้อโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ นั่นก็คือกองทัพและสำนักงานตำรวจของแต่ละประเทศ ซึ่งจะสั่งซื้อจากประเทศผู้ผลิตโดยตรง อย่างไรก็ดีกระบวนการนอกกฎหมายก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการซื้อขายอาวุธสงครามด้วยเช่นกัน โดยมีทั้งแก๊งค้าอาวุธสงครามที่เป็นเครือข่ายข้ามชาติ ซึ่งมักส่งขายให้แก่กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มกบฏในประเทศต่างๆ และพ่อค้าคนกลางที่รับจัดหาอาวุธสงครามตามออเดอร์

ส่วนอาวุธสังหารอื่นๆ ที่มือปืนนิยมใช้ และมีอานุภาพไม่ร้ายแรงเท่าอาวุธสงครามข้างต้นนั้นส่วนมากมักเป็นปืนเถื่อน ซึ่งมีทั้งปืนที่ปกติแล้วสามารถจดทะเบียนและซื้อขายได้ตามกฎหมาย แต่ผู้ซื้อผู้ขายไม่จดทะเบียนเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการติดตามตัวผู้ครอบครองภายหลังจากการก่อเหตุ เช่น ปืน 9 ม.ม. ปืน 11 ม.ม. ปืน .38 ปืนลูกซอง และปืนที่ทำขึ้นเองที่เรียกว่าปืนไทยประดิษฐ์ ซึ่งไม่สามารถจดทะเบียนได้ โดยแหล่งผลิตใหญ่ของปืนไทยประดิษฐ์จะอยู่ในแถบภาคกลางบริเวณจังหวัดปทุมธานี อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี และนครสวรรค์ (ไม่รวมถึงแหล่งผลิตอาวุธปืนปากกาตามโรงเรียนอาชีวะต่างๆ)

นายทหารระดับสูงท่านหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า “ปกติอาวุธสงครามจะซื้อขายกันแบบ G to G หรือ รัฐต่อรัฐ แต่ในความเป็นจริงก็มี M16 ที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกาถูกส่งไปทั่วโลก แต่เป็นการซื้อขายในลักษณะอาวุธเถื่อน เช่น ทหารของประเทศในแถบตะวันออกกลางหรือแอฟริกา อาจลักลอบนำอาวุธออกมาขายโดยอ้างว่าขายเพื่อนำเงินไปซื้ออาหาร ขณะที่ชนกลุ่มน้อยในประเทศต่างๆ ก็พยายามติดต่อสั่งซื้ออาวุธจากทั่วโลก อาทิ ชนกลุ่มน้อยในพม่าก็สั่งซื้ออาวุธจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากพ่อค้าคนไทย จากกัมพูชา และจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่รายหนึ่งของโลก”

ขณะที่ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และอดีตหัวหน้าหน่วยปราบปรามมือปืนรับจ้าง กองบังคับการตำรวจนครบาล ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มมือปืนต่างๆนิยมใช้อาวุธสงครามกันมากขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพรุนแรง และสามารถซื้อหาได้ง่าย

“เมื่อก่อนการใช้อาวุธสงครามในการก่อคดีมีน้อยมาก เรียกได้ว่าเมื่อ 15-20 ปีที่แล้วมือปืนส่วนใหญ่จะนิยมใช้ปืนลูกซอง ปืน .38 และปืนไทยประดิษฐ์ เป็นหลัก ในสมัยนั้นในเขตกรุงเทพฯนี่ถ้ามีคดีที่ใช้อาวุธสงครามเกิดขึ้น หัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นจะต้องถูกย้ายทันที ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่มีการใช้อาวุธสงครามกันอย่างแพร่หลาย คือสมัยก่อนแม้ว่าช่วงหลังจากสงครามอินโดจีนสงบลงจะมีปืนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา ทะลักเข้ามา แต่รัฐบาลจะปราบปรามอย่างเข้มข้น รวมทั้งใช้กลวิธีในการดึงอาวุธสงครามออกจากตลาด เช่น ให้ทางตำรวจกว้านซื้ออาวุธสงครามตามแนวชายแดนมาเก็บไว้”

ชายแดนไทย-เขมร แหล่งค้ารายใหญ่

จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ชี้ชัดตรงกันว่าอาวุธสงครามส่วนใหญ่ที่กระจายอยู่ในประเทศไทยนั้นถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา ซึ่งอาวุธหลักๆที่ถูกนำเข้ามามีอยู่ 2 ชนิด คือ ปืนอาก้า และ M16 โดยว่ากันว่าหลังจากมีการเซ็นสนธิสัญญายุติสงครามของเขมร 3 ฝ่าย ในช่วงปลายปี 2534 และเลิกรบกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปี 2537 ขบวนการค้าอาวุธสงครามบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บัญชาการศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล อธิบายถึงเส้นทางการค้าอาวุธสงครามในไทยว่า

“สมัยก่อนอาวุธสงครามจะเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน จุดที่ทะลักเข้ามามากคือ
บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงหลังจากสงคราม 3 ฝ่ายในประเทศกัมพูชายุติลงใหม่ๆ ทหารกัมพูชาก็ลักลอบนำอาวุธสงครามที่ใช้ในกองทัพมาขายตามแนวตะเข็บชายแดน นอกจากนั้นก็มีการซื้อขายตามชายแดนไทย-พม่า โดยชนกลุ่มน้อยที่อยู่บริเวณชายขอบ”

ขณะที่นายทหารท่านเดิม ระบุว่า “ในช่วงสงครามเขมร 3 ฝ่ายนั้น ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างก็ให้การสนับสนุนอาวุธแก่ขั้วอำนาจต่างๆของเขมร โดยสหรัฐฯส่ง M16 มาช่วยฝ่ายนายพลลอนนอล ส่วนจีนก็แอบส่งอาวุธมาให้ฝ่ายเขมรแดง หลังสิ้นสุดสงครามบ้านเมืองอดอยาก ทหารทั้ง 2 ฝ่ายก็เลยนำอาวุธปืนที่ใช้ออกมาขายเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวปลาอาหาร สมัยนั้นเวลาทหารฝ่ายหนึ่งเข้าตีอีกฝ่ายได้สำเร็จก็จะฆ่าและยึดอาวุธมาเก็บไว้ บ้างก็เอามาห่อผ้าแล้วฝังดินไว้ พอต้องการใช้เงินก็ไปขุดออกมาขาย”

ซุกเครื่องรถ-มากับรถขนผัก

สำหรับเส้นทางการลำเลียงและวิธีการค้าขายอาวุธสงครามตามแนวชายแดนไทยกัมพูชานั้น พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เงามุข รองผู้บังคับการ หัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 2 ขยายความให้ฟัง ว่า

“เนื่องจากพื้นที่ภูธร ภาค 2 นั้นมีหลายจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา เช่น สระแก้ว จันทบุรี ตราด สามารถเดินข้ามไปมาหากันได้เพราะมันไม่มีรั้วกั้น เวลาหน้าแล้งพ่อค้าก็จะลักลอบนำอาวุธสงครามจากกัมพูชาข้ามมาส่ง โดยวิธีการก็มีทั้งนำมาซุกไว้ตามพุ่มไม้ตามแนวชายแดน แล้วนัดแนะลูกค้าคนไทยให้ไปเอาของ บ้างก็ซ่อนไว้ในช่องเก็บเครื่องในรถยนต์ ที่พบบ่อยที่สุดคือซุกซ่อนมากับสินค้าเกษตรต่างๆ ซุกไว้ใต้เข่งแล้วก็เอาผักวางทับๆ ลงไป ซึ่งการขนถ่ายลักษณะนี้บางทีแม้จะเข้าออกตามด่านชายแดนเจ้าหน้าที่ก็จับไม่ได้ เพราะแต่ละวันมีคนผ่านเข้าออกเยอะมาก จึงไม่สามารถตรวจค้นได้หมดทุกคน ยกเว้นแต่ว่าจะมีสายรายงานเข้ามา ซึ่งวิธีการทำงานของเราก็จะส่งสายเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มของผู้ค้าอาวุธเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว

อย่างกรณีล่าสุดที่เราจับได้นั้นเป็นพ่อค้าอาวุธชาวจีน จากแผ่นดินใหญ่ ชื่อนายหลี เหว่ยหมิง เป็นพ่อค้าคนกลางที่จัดหาอาวุธสงครามส่งให้มาเฟียในฮ่องกง เขาเข้ามารับของจากคนไทย โดยให้ราคาสูงมาก ปืนอาก้ากับ M16 เขาให้กระบอกละ 2 แสนบาท ขณะที่ราคาในตลาดมืดที่ขายอยู่ที่กระบอกละ 1 หมื่นบาทท่านั้น ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าคนไทยที่จัดหาปืนให้นั้นเป็นนายทหารระดับจ่า สังกัดฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนที่จะวางแผนเข้าจับกุมเราได้รับรายงานจากสายว่าจะมีการนัดขนส่งสินค้ากันทางเรือ โดยมีนายหลี เหว่ยหมิง บินมาควบคุมการขนสินค้าลงเรือด้วยตัวเอง จากนั้นเขาก็จะบินไปรับสินค้าที่ท่าเรือฮ่องกง ซึ่งอาวุธที่จับได้ก็ไม่มาก มีแค่ปืนเอ็ม 16 ปืนอาก้า และปืนพกสั้น 9 ม.ม.อย่างละ 1 กระบอก กระสุนรวม 600 กว่านัด แล้วก็เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะขยายผลถึงแหล่งที่มาของอาวุธเหล่านี้ต่อไป”

Loading...